วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

PHP - Operator

ใช้ในการคำนวณเชิงคณิตศาสตร์หรือเชิงเปรียบเทียบ แบ่งได้เป็นดังนี้

1. Assignment Operator

        คือเครื่องหมายเท่ากับ (=) ใช้กำหนดค่าต่างๆ

2. Arithmetic Operators

        ใช้คำนวณทางคณิตศาสตร์ ใช้กับข้อมูลที่มีชนิดเป็นตัวเลขเท่านั้น โดยสมมติให้ $a = 5 และ $b = 12 จะได้

        $a + $b     บวก     = 17
        $a - $b     ลบ     = -7
        $a * $b     คูณ     = 60
        $a / $b     หาร     = 2.4
        $a % $b    เศษการหาร     = 2

3. String Operators

        ใช้กับ string คือการต่อ String โดยใช้เครื่องหมาย . (dot) เช่น

        $firstName = ”Thanyaluk”;
        $fullName = $firstName.”Jirapech-umpai”;

       จะได้ $fullName = ”ThanyalukJirapech-umpai”;

4. Execution Operations

        ใช้สำหรับ execute shell command โดย PHP จะเอาสิ่งที่อยู่ในเครื่องหมาย ? มาทำการ execute เช่น

        $output =? ls – al ? ;
        echo “<pre>$output</pre>”;

5. Comparison Operations

        ใช้เปรียบเทียบค่าต่างๆ จะให้ผลลัพธ์ว่า จริง (TRUE) หรือเท็จ (FALSE) ดังนี้

        $a == $b     จะเป็นจริงถ้า $a เท่ากับ $b
        $a != $b     จะเป็นจริงถ้า $a ไม่เท่ากับ $b
        $a < $b    จะเป็นจริงถ้า $a น้อยกว่า $b
        $a > $b     จะเป็นจริงถ้า $a มากกว่า $b
        $a <= $b     จะเป็นจริงถ้า $a น้อยกว่าหรือเท่ากับ $b
        $a >= $b     จะเป็นจริงถ้า $a มากกว่าหรือเท่ากับ $b

6. Logical Operations

        ใช้เปรียบเทียบเชิงตรรกะ ดังนี้

        OPERATOR     จะเป็นจริงถ้า Expression
        AND         ด้านซ้าย และ ขวาเป็นจริง
        OR         ด้านซ้าย หรือ ด้านขวาเป็นจริง
        XOR         ด้านซ้าย หรือ ด้านขวาด้านใดด้านหนึ่งท่านั้นเป็นจริง
        !          จะให้ค่าตรงกันข้ามกับ Expression

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

PHP - การสร้างตัวแปร


ตัวแปรใน PHP มีไว้ใช้สำหรับเก็บค่าต่างๆ เพื่อใช้ในการอ้างอิง การกำหนดชื่อของตัวแปรจะใช้ $ (Dollar Sign) นำหน้าชื่อตัวแปร ชื่อตัวแปรตัวแรกต้องเป็นตัวอักษร ห้ามขึ้นต้นด้วยตัวเลขหรือสัญลักษณ์ ชื่อตัวแปรห้ามเว้นวรรค อักษรตัวใหญ่ ตัวเล็ก มีความหมายต่างกัน เช่นการกำหนดค่าให้กับตัวแปรจะต้องเขียน $price = 100;


ชนิดของตัวแปร


ชนิดของตัวแปรในภาษา PHP จะมี 7 ชนิดคือ
          integer คือ ชนิดเลขจำนวนเต็ม
          double คือ ชนิดเลขทศนิยม
          string คือ ตัวอักษร หรือ กลุ่มของตัวอักษร
          array คือ กลุ่มของข้อมูล
          object  คือ ชนิดข้อมูลแบบ Object Oriented
          pdfdoc คือ เอกสารในรูปแบบ PDF (ต้องเลือกให้ PHP สนับสนุน PDF ในขณะติดตั้ง ถึงจะใช้ได้)
          pdfinfo คือ เอกสาร PDF (ต้องเลือกให้ PHP สนับสนุน PDF ในขณะติดตั้ง ถึงจะใช้ได้)

ใน PHP นั้นไม่จำเป็นต้องประกาศ ชนิดของตัวแปรก่อนที่จะใช้งาน โดย PHP จะตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่เก็บในตัวแปรนั้น เป็นข้อมูลชนิดใด และก็จะกำหนดชนิดของตัวแปรให้เอง เช่น

          $price = 100;  (จะเป็นชนิด integer)
          $firstName = “Com”;  (จะเป็นชนิด string)


ตัวแปร Array


เป็นตัวแปรที่ใช้เก็บกลุ่มค่าของข้อมูล เช่น การเก็บชุดค่าของสีต่างๆ ไว้ในตัวแปรเดียวกัน คือการเก็บค่าหลายๆ ค่าไว้ด้วยกัน (“blue”,”yellow”,”red”,etc.) ตัวแปร array ใน PHP เป็นได้ทั้ง indexed array และ associative array

1. indexed array


การกำหนดค่าให้ array สามารถใช้ array() function ดังนี้

$colors = array(“blue”,”yellow”,”brown”);  //สำหรับสร้างตัวแปร array ที่ทราบค่าอยู่แล้ว
หรือ $colors = array();  // สำหรับสร้างตัวแปร array ที่ยังไม่ทราบค่า)

การกำหนดค่าให้ array แบบธรรมดาสามารถทำได้ดังนี้

$colors[] =”green” ;

ให้ค่าตัวแปร $colors มีทั้งหมด 4 ค่า คือ “blue”, ”yellow”, ”brown”, ”green” ส่วนการอ้างอิงค่าแต่ละค่าที่อยู่ใน array จะต้องใช้  key เพื่ออ้างอิง ในที่นี้ไม่มีการสร้าง key ขึ้นมาเลย PHP จึงใช้วิธีกำหนดตัวเลขขึ้นมาเป็น key โดยให้

ค่าแรก (“blue”) คือ 0 การเขียนตัวแปรเพื่ออ้างอิงค่าคือ $colors[0]
ค่าที่ 2  (“yellow”) คือ 1 วิธีการเขียนตัวแปรเพื่ออ้างอิงค่าคือ $colors[1]
เป็นลำดับเรื่อยๆ ไป


2. associative array


เป็นการสร้าง key ที่มีความหมาย ตัวอย่างเช่น array $colors ข้างต้น ซึ่งสีที่อยู่ใน $colors ทั้งหมดหมายถึงสีของแต่ละส่วนของห้องทำงาน จึงควรจะกำหนด key ให้แต่ละสีโดยใช้องค์ประกอบของห้องทำงานดังนี้

ม่าน(curtain) = blue
ประตู(door) = yellow
โต๊ะ(table) = brown
ชั้นวางของ(shelf) = green

วิธีการสร้าง associative array ทำได้ดังนี้

$colors = array(“curtain”  =>  “blue”,
                         “door”    =>  “yellow”,
                         “table”    =>  “brown”,
                         “self”      =>  “green”);

วิธีอ้างอิงค่าใน associative array

     print $colors[door];


PHP variables and Web Forms


PHP สามารถดึงข้อมูลจาก web มาใช้ได้โดยง่าย เนื่องจาก PHP จะทำการโอนย้ายชื่อ ตัวแปรใน php script โดยอัตโนมัติ สามารถดูได้จากตัวอย่างดังต่อไปนี้

<FORM action=”process.php” method=”get”>
          Please enter your e-mail address:
          <INPUT type=text size=20 name=”email”><BR>
          <INPUT  type=submit  value=”submit”>
</FORM>

เมื่อมีการกรอกข้อมูลลงในฟอร์มแล้วกดปุ่ม Submit

          1. ตัวแปรชื่อ email พร้อมกับค่าที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาจะถูกส่งไปยังไฟล์ process.php
          2. ในไฟล์ process.php จะมีการสร้างตัวแปรชื่อ email ที่มีค่าเหมือนกับค่าที่ผู้ใช้กรอกผ่าน web browser โดยอัตโนมัติ
          ดังนั้นเราจึงสามารถใช้ค่าจาก web form ได้ทันทีโดยใช้ชื่อตัวแปรเดียวกัน

 ตัวอย่าง ไฟล์ process.php

          <? Echo “Your address is $email ,Thank you very much”; ?>




PHP - เริ่มต้นสร้างไฟล์ PHP


การเขียนโปรแกรมภาษา PHP นั้น จะเขียนลงไปในเท็กไฟล์ แต่เวลาเซฟให้มีนามสกุลเป็น PHP ในไฟล์จะมีทั้งโค้ด PHP และ HTML การกำหนดว่า ส่วนไหนคือส่วน HTML และส่วนไหนคือส่วนของ PHP จะกำหนดได้ดังนี้

          <?  โค้ด PHP  ?>
          <?php  โค้ด PHP  ?>
          <%  โค้ด PHP  %>
          <?script langauge=”php”>  โค้ด PHP  </script>

ในไฟล์เดียวกัน สามารถใช้ tag เหล่านี้ปนกันได้ และยังสามารถแทรกโค้ด PHP ได้ทุกตำแหน่งในไฟล์ HTML

การเขียน comment


การเขียน comment อธิบายในโค้ด ให้ใช้สัญลักษณ์  /* */  หรือ //  หรือ  #

          /*
                 สามารถเขียน comment ได้หลายบรรทัด
          */

          //  หรือ # เขียนได้บัรรทัดเดียว และไม่ต้องมีเครื่องหมายสิ้นสุด comment


การเขียนคำสั่งของ php จะต้องมีการแยกคำสั่งแต่ละคำสั่งออกจากกัน จะใช้เครื่องหมาย ;


ตอนต่อไป -> การสร้างตัวแปร


HTML - สร้างปุ่มกด


รูปแบบ   <button> ข้อความที่จะแสดงบนปุ่ม </button>

สามารถใส่รูปแบบข้อความในปุ่มด้วยแท็กต่าง ๆ ได้ เช่น  <button><b>ปุ่มแบบข้อความ</b></button>

แสดงรูปบนปุ่มกด  <button><img src = “ไฟล์รูปภาพ”></button>

เพิ่มฟังก์ชั่นให้ปุ่ม


คลิกเพื่อลิงค์               <button onClick = “window.location = ‘http://เว็บไซต์’”> ข้อความ </button>
คลิกเพื่อปิดหน้าต่าง    <button onClick = “window.close()”> ข้อความ </button>
คลิกเพื่อเปิดหน้าต่าง  <button onClick = “window.open(‘ไฟล์.html’)”> ข้อความ </button>
คลิกเพื่อย้อนกลับ        <button onClick = “history.go(-1)”> ข้อความ </button>
คลิกเพื่อเดินหน้า         <button onClick = “history.go(1)”> ข้อความ </button>
คลิกเพื่อ Reload           <button onClick = “window.location.reload()”> ข้อความ </button>

สร้าง Effect ให้กับปุ่ม


เติมสีพื้นให้กับปุ่ม    <button style = “background-color:รหัสสี/ชื่อสี”> ข้อความ </button>
เติมรูปภาพเป็นพื้น  <button style = “background-image:url(ไฟล์รูปภาพ)”> ข้อความ </button>
เติมสีพื้นให้กับปุ่ม   <button style = “background-color:transparent”> ข้อความ </button>
กำหนดค่าให้ปุ่ม      <button style = “width:ค่าความกว้าง; height:ค่าความสูง”> ข้อความ </button>




HTML - การ Redirect


เมื่อเปิดเว็บเพจขึ้นมา แล้วต้องการเปลี่ยนเส้นทางไปยังไฟล์อื่น หรือโดเมนอื่น ซึ่งสามารถทำได้โดยการใช้ meta tag ของ html code ดังนี้

<html>
<head>
<META HTTP-EQUIV="Refresh" CONTENT="0;URL=http://www.yourname.com">
</head>
</html>

จะทำให้เว็บเพจถูก redirect ไปยัง http://www.yourname.com โดยทันที เพราะค่าของ CONTENT=0
แต่ถ้าต้องการหน่วงเวลาให้ผู้ใช้ได้อ่านข้อความก่อน redirect สามารถทำได้โดยกำหนดค่า CONTENT ไม่เป็น 0


ตอนต่อไป -> สร้างปุ่มกด


HTML - เปลี่ยนรูปร่างเคอร์เซอร์


สามารถเปลี่ยนรูปร่างของเคอร์เซอร์ ในบริเวณที่เลื่อนเม้าส์ไปชี้ โดยใช้แอ็ททริบิว style="cursor : ชื่อเคอร์เซอร์"

ตัวอย่าง

 <div style = "cursor: crosshair"> Crosshair </div>
 <div style = "cursor: hand"> Hand </div>
 <div style = "cursor: move"> Move </div>
 <div style = "cursor: text"> Text </div>
 <div style = "cursor: wait"> Wait </div>
 <div style = "cursor: help"> Help </div>


ตอนต่อไป -> การ Redirect


วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555

HTML - เฟรม


รูปแบบ

<FRAMESET> ... </FRAMESET> แสดงผลแบบเฟรม
<FRAME> กำหนดการแสดงเฟรมแต่ละเฟรม
<NOFRAME> ... </NOFRAME> ใช้งานเมื่อ เบราว์เซอร์ของผู้ใช้ไม่สนับสนุนการแสดงผลแบบเฟรม

<FRAMESET> มีแอ็ททริบิวต์ 2 ตัว คือ

          ROWS = "value1, value2, ..." แบ่งเฟรมตามแนวนอน ตามจำนวน value เช่น ถ้ามีค่า 3 ค่า ก็จะได้ 3 เฟรม
          COLS = "value1, value2, ..." แบ่งเฟรมตามแนวตั้ง ตามจำนวน value

          กำหนด value ได้ดังนี้
             เปอร์เซ็นต์ เช่น <FRAMESET ROWS = "45%, 55%">
             พิกเซล เช่น <FRAMESET ROWS = "200,140,100">
             ใช้ความสัมพันธ์ของเฟรม จะใช้ * เป็นตัวช่วย
                 <FRAMESET ROWS = "*,*,*"> ความสูงเท่ากันทั้ง 3 เฟรม
                 <FRAMESET COLS = "200,*"> ความกว้างเฟรมแรก 200 พิกเซล อีกเฟรมมีขนาดความกว้างตามส่วนที่เหลือของจอ
                 <FRAMESET COLS = "*,2*"> ความกว้างของเฟรมที่ 2 เป็น 2 เท่าของเฟรมแรก

<FRAME> มีแอ็ททริบิวต์ 6 ตัว คือ

   <FRAME  SEC=URL  NAME=frame_name  MARGINWIDTH=value1 MARGINHEIGHT=value1  SCROLLING=choice1  NORESIZE  FRAMEBORDER=choice2  FRAMESPACING=value2>

          SRC อ้างถึงไฟล์รูป หรือไฟล์เอกสารอื่น
          NAME ชื่อของเฟรมเพื่อใช้ในการนำไฟล์รูปภาพหรือไฟล์เอกสารอื่นมาแสดงในชื่อเฟรมที่ต้องขึ้นมา
          MARGINWIDTH ช่องว่างทางซ้ายและขวาระหว่างข้อมูลและเฟรม หน่วยเป็นพิกเซล
          MARGINHEIGHT ช่องว่างด้านบนและล่างระหว่างข้อมูลและเฟรม หน่วยเป็นพิกเซล
          SCROLLING ให้เฟรมอยู่คงที่ มี 3 ค่า คือ
             YES ให้สโคร์วได้และมีแถบสโคร์วบาร์ด้วย
             NO ให้สโคร์วไม่ได้ และไม่มีแถวสโคร์วบาร์
            AUTO ให้สร้างสโคร์วอัตโนมัติ เป็นค่าปกติ
          NORESIZE ล็อคเฟรมไว้ ไม่ให้ผู้ใช้ทำการเปลี่ยนขนาดของเฟรม
          FRAMEBORDER สร้างกรอบให้กับเฟรม มีค่า 2 ค่า คือ
             YES ให้เฟรมมีกรอบ (ค่าปกติ)
             NO ให้เฟรมไม่มีกรอบ
          FRAMESPACING ระยะห่างระหว่างเฟรม


ตอนต่อไป -> เปลี่ยนรูปร่างเคอร์เซอร์